ข้ามไปยังทูลบาร์

เจ้าของรางวัลโนเบลสาขาการแพทย์ชาวญี่ปุ่น เผยการผลิตวัคซีนป้องกันโควิด-19 ใช้เวลานาน

ศาสตราจารย์ฮอนโจะ ทะสุคุ ผู้เชี่ยวชาญทางด้านโมเลกุลและภูมิคุ้มกันวิทยา เจ้าของรางวัลโนเบลสาขาการแพทย์ชาวญี่ปุ่นออกมาให้สัมภาษณ์ล่าสุดว่า เป็นเรื่องยากถึงยากมากที่สุดที่จะประสบผลสำเร็จในการผลิตวัคซีนป้องกันโควิดในระยะเวลาอันสั้น

ในขณะนี้ ทั้งรัฐบาลและบริษัทยายักษ์ใหญ่ทั่วโลกต่างก็กำลังเร่งมือแข่งขันกันสุดฤทธิ์เพื่อที่จะผลิตวัคซีนต้านไวรัสโควิดออกมาใช้ให้ได้โดยเร็วที่สุด ทั้งจีน สหรัฐอเมริกา อังกฤษ เยอรมนี เกาหลีใต้ รัสเซีย อินเดีย ออสเตรเลีย ส่วนญี่ปุ่นเองคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยโอซาก้าก็ได้เริ่มทำการทดลองฉีดวัคซีนกับคนแล้วเช่นกัน โดยนายกรัฐมนตรีอาเบะของญี่ปุ่นตั้งความหวังไว้ว่า อย่างช้าที่สุดสิ้นปีนี้ต้องได้ผล

ส่วนทางด้านบริษัทยายักษ์ใหญ่ของอังกฤษอย่างบริษัท Astra Zeneca ผู้นำทางด้านการเวชภัณฑ์ และพัฒนาวัคซีนที่ดูเหมือนจะเวิร์คที่สุดในขณะนี้ ตั้งเป้าที่จะผลิตให้รัฐบาลอังกฤษสำหรับฉีด 100 ล้านครั้ง และผลิตให้สหรัฐอเมริกา 300 ล้านครั้ง ซึ่งทางรัฐบาลญี่ปุ่นเองกำลังเจรจาขอซื้อมาใช้ด้วยเช่นกัน ซึ่งรัฐบาลอังกฤษและอเมริกาต่างตั้งความหวังเอาไว้ว่าภายในเดือนกันยายนที่จะถึงนี้ต้องได้ผลอย่างเป็นรูปธรรม

แต่ศาสตราจารย์ฮอนโจะกลับมองว่า ความยากลำบากในศึกครั้งนี้นั้นมันช่างแตกต่างออกไปจากในอดีตโดยสิ้นเชิง เนื่องจากทั้งเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่ ไวรัสเอชไอวี และไวรัสโควิดนั้นต่างก็มีโครงสร้างทางพันธุกรรมแบบสายเดี่ยว RNA ซึ่งนักวิทยาศาสตร์ทั่วโลกต่างก็รู้กันเป็นอย่างดีว่า เป็นเรื่องยากมากแค่ไหนที่จะผลิตวัคซีนป้องกันมันได้
ไวรัสโควิดเองก็มีรูปแบบโครงสร้างทางพันธุกรรมสายเดี่ยวแบบ RNA ที่สามารถกลายพันธุ์ ปรับเปลี่ยนตัวเองได้อยู่ตลอดเวลาอย่างง่ายดาย ความยากลำบากในการผลิตวัคซีนเพื่อสร้างภูมิคุ้มกันให้กับร่างกายจึงมีความยากขึ้นเป็นหลายเท่าทวีคูณ

แต่มีความเป็นไปได้สูงมากที่อาจจะไม่ได้ผลเลยเพราะเซลล์ของไวรัสโควิดสามารถกลายพันธุ์ตัวเองได้ตามสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนไปนั่นเอง และนอกจากนั้นที่น่าทึ่งที่สุดคือมันยังสามารถสปีดตัวเองให้กลายพันธุ์ ได้อย่างรวดเร็วและง่ายดายอย่างไม่น่าเชื่อ

หลังจากที่มันแพร่ระบาดในประเทศจีนจนมาถึงสิ้นเดือนพฤษภาคมมีรายงานว่ามันได้กลายพันธุ์ ไปแล้วหลายร้อยครั้งเพื่อปรับปรุงสายพันธุ์ของตัวมันเอง โควิดที่ไปถึงอเมริกา บราซิลล้วนแล้วแต่กลายพันธุ์แล้วทั้งสิ้น ย้ำว่ามันได้กลายพันธุ์แล้วหลายร้อยครั้งแล้ว

ดังนั้นวัคซีนที่วิจัยสำเร็จก็อาจจะได้ผลแค่เพียงส่วนหนึ่งเท่านั้นแหละ ท่านสามารถพูดได้เลยว่า วัคซีนของมหาวิทยาลัยโอซาก้าและบริษัท Anges ที่วิจัยร่วมกันนั้นไม่น่าจะเวิร์คหรอก นอกจากนั้นสิ่งที่จะลืมไม่ได้อย่างเด็ดขาดก็คือ ผลข้างเคียงที่จะตามมาในร่างกาย ซึ่งความจริงแล้วต้องวิจัยและทดลองกับสัตว์ก่อนเป็นเวลาอย่างน้อย 3-5 ปี

https://news.yahoo.co.jp/articles/a9d9858578519a3e21e4dedeae3392f146774d58?page=2