ข้ามไปยังทูลบาร์

“บราซิล” ประเทศที่คนญี่ปุ่นพำนักอาศัยอยู่มากที่สุดในโลก!

Japanese people take part of a ceremony commemorating Japanese immigration, at the Sambodrome in Sao Paulo, Brazil on June 21, 2008. Japan Crown Prince Naruhito is in Brazil on a 12-day visit to attend the celebrations marking the 100th anniversary of the Japanese immigration to the South American nation, country in which the largest Japanese community outside Japan lives. AFP PHOTO/Nelson ALMEIDA (Photo credit should read NELSON ALMEIDA/AFP/Getty Images)

กลุ่มคนญี่ปุ่นอพยพในบราซิลเพิ่งจัดงานฉลองครบหนึ่งร้อยปีของการย้ายถิ่นมา ที่ประเทศบราซิล ในปี ค.ศ. 2008 นี้เอง    นอกจากประเทศญี่ปุ่นแล้ว  บราซิลนี่แหละเป็นแผ่นดินอันดับสอง ที่คนญี่ปุ่นพำนักอาศัยอยู่มากที่สุดในโลก  นับจาก ค .ศ.1908   จนถึงปัจจุบัน   สายเลือดซามูไรสืบเชื้อสายกันมากว่าสี่ถึงห้าเจนเนเรชั่น  ด้วยจำนวนไม่ต่ำ กว่า 1.5 ล้านคน  เข้าไปมีบทบาทในเกือบทุกสาขาอาชีพ  โดยเฉพาะในงานด้านบริการ และการเกษตร  ถือเป็นกลุ่มคนอพยพอีกกลุ่มหนึ่งที่ช่วยสร้าง และพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศบราซิล

 

800px-Japanese_immigrant_family_in_Brazil_02

การอพยพจากประเทศแม่สู่บราซิลนั้น แบ่งได้คร่าว ๆ เป็นสองช่วง คือ จาก ค.ศ. 1908-1952  เนื่องจากปัญหาความขาดแคลนอาหารในประเทศญี่ปุ่น   ส่วนช่วงที่สองคือ จาก ปี ค.ศ.1952–1970  ซึ่งเป็นช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่สอง และญี่ปุ่นตกอยู่ในสภาพประเทศผู้แพ้สงคราม
ใน ปี ค.ศ. 1908  ขณะนั้นบราซิลกำลังเปิดประเทศต้อนรับผู้อพยพกลุ่มใหม่จากเอเชีย และอัฟริกา  เนื่องจากต้องการแรงงานมาพัฒนาที่ดินที่มีอยู่มากมาย   โดยก่อนหน้านี้ ผู้อพยพชาวอิตาลี เป็นแรงงานกลุ่มใหญ่ในไร่กาแฟ ในเขตรัฐเซา เปาโล ซึ่งคนกลุ่มนี้ทยอยกันอพยพมาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1852 จนถึง 1890 แต่ด้วยความเป็นอยู่ที่ยากลำบาก ค่าแรงต่ำ  และชาวอิตาลีพบว่า ทางตอนใต้ของประเทศ มีผืนดินใหม่รอการพัฒนาอยู่มากมาย  ภูมิอากาศก็คล้ายกับทางยุโรป และเป็นพื้นที่เชิงเขาซึ่งเหมาะกับการปลูกไวน์  ดังนั้นจึงได้พากันอพยพย้าย ลงไปทางใต้  บราซิลจึงขาดแคลนแรงงานในไร่กาแฟ   ขณะนั้นเอง ญี่ปุ่นก็มีปัญหาการขาดแคลนอาหาร และยากจน  หลังจากรัฐบาลของทั้งสองประเทศเซ็นข้อตกลงให้มีการอพยพคนญี่ปุ่น ไปยังประเทศบราซิลได้ คนญี่ปุ่นกลุ่มแรกเจ็ดร้อยกว่าคน เริ่มเดินทางจากประเทศญี่ปุ่นเพื่อความหวังสู่ชีวิตที่ดีกว่า  โดยเดินทาง ทางเรือ Kasato Maru  นานถึง 52 วัน จากประเทศบ้านเกิด ผ่านสิงค์โปร์  อัฟริกาใต้  และสิ้นสุดที่รัฐ เซา เปาโล  ประเทศบราซิล

งานใช้แรงงานในไร่กาแฟ ค่อนข้างหนักหนา  คุณภาพชีวิตตกต่ำ เด็ก ๆ ไม่ได้รับโอกาสทางการศึกษา  นี่ไม่ใช่ความหวังใหม่ที่คนญี่ปุ่นรอนแรมเพื่อ มาเจอ  ในปีถัดมา พวกเขาจึงขยับขยายออกจากไร่กาแฟในเขตชนบทของรัฐเซาเปาโล เดินทางต่อไปทางใต้ ถึงเมืองปารานา  เพื่อบุกเบิกที่ดินทำสวนผลไม้  และสวนผัก  คนอีกกลุ่มหนึ่ง เดินทางเข้าเขตเมืองเซา เปาโล  ทำงานในอุตสาหกรรมหนัก เช่นอุตสาหกรรมเหล็ก บางกลุ่มริเริ่มก่อสร้างกิจการด้านงานบริการ  โดยเฉพาะอย่างยิ่ง   กิจการซักรีด การพิมพ์  ฯลฯ  การอพยพย้ายถิ่นฐานจากญี่ปุ่นยังคงเกิดขึ้นต่อเนื่องมาจนถึง ปี ค.ศ.1952  จำนวนคนญี่ปุ่นอพยพในบราซิลทั้งหมดก็เพิ่มจำนวนมากขึ้นถึงห้าแสน คน

คงจำกันได้ว่าสงครามโลกครั้งที่สอง เกิดขึ้นในช่วง  ปี ค.ศ. 1930 จนถึง 1945   ซึ่งเป็นปีที่ประเทศญี่ปุ่นประกาศยอมรับความพ่ายแพ้ในสงคราม ในระหว่างสงครามนั้น กลุ่มคนญี่ปุ่นอพยพในบราซิลมีความเป็นอยู่กันอย่างยากลำบาก   เนื่องจากประเทศบราซิลอยู่ฝ่ายสัมพันธมิตร ส่วนประเทศญี่ปุ่นอยู่ฝ่ายอักษะ หนังสือพิมพ์ภาษาญี่ปุ่น และโรงเรียนภาษาญี่ปุ่นถูกสั่งปิด  ในช่วงสงครามจนถึงหลังสงครามเลิก แล้ว  จึงมีผู้อพยพจำนวนหนึ่งย้ายถิ่นฐานกลับญี่ปุ่น  ในขณะที่คลื่นการอพยพ ลูกที่สองจากญี่ปุ่นมาบราซิล ก็เริ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องเพื่อหนีสภาพของการเป็นประเทศผู้แพ้สงคราม

 

800px-Japanese_Immigrants_in_a_train

คลื่นอพยพลูกที่สองเกิดขึ้นในช่วงปี ค.ศ. 1952 จนถึง 1970  ซึ่งขณะนั้นประเทศบราซิลมีการขยายตัวทางเศรษฐกิจอย่างมาก คล้ายดังเช่นประเทศจีนทุกวันนี้ บราซิลมีอัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของบราซิลสูงถึง 11% เป็นเวลาเจ็ดปีติดต่อกัน    ภาคอุตสาหกรรมในรัฐเซา เปาโล  ขยายตัวอย่างรวดเร็ว จนเกิดการขาดแคลนแรงงานมีฝีมือ  คนญี่ปุ่น จึงพากันย้ายถิ่นฐานมาที่บราซิลอีกครั้งเพื่อทำงานในภาคอุตสาหกรรม เกิดการพัฒนาเป็นเขตชุมชนชาวญี่ปุ่นในเมืองเซา เปาโล  ขนาดใหญ่ขึ้น ชื่อว่าลิเบอร์ดาจี  (Liberdade) ซึ่งแปลว่าอิสรภาพ   ช่วงปี ค.ศ.1960–1990  ถือเป็นช่วงพีคสำหรับการขยายตัวของชุมชน  กลายเป็นเขตชุมชน ผู้อพยพชาวญี่ปุ่นที่ใหญ่ที่สุดในโลก  เป็นที่รู้จักกันดีว่าเป็น Little Tokyo ในดินแดนอเมริกาใต้

อย่างไรก็ตาม นอกจากการอพยพเข้ามาทำงานในเมืองแล้ว ยังมีอีกกลุ่มหนึ่งที่เดินทางไปบุกเบิกที่ดินในชนบท  พัฒนาเป็นสวนดอกไม้ และสวนผลไม้ โดยนำความรู้ และเทคโนโลยีจากประเทศญี่ปุ่นมาประยุกต์ใช้

หนทางไม่ได้ราบรื่นเสมอไป เศรษฐกิจของบราซิลเกิดวิกฤติอย่างหนักในปี ค.ศ.1980–1990 กลุ่มคนญี่ปุ่นบราซิล เลียน  ซึ่งขณะนั้นเป็นสายเลือดรุ่นที่สอง (นิคเค : Nikkei)  หรือรุ่นที่สาม (ซันเซะ :Sansei)  บางส่วนย้ายถิ่นฐานกลับไปประเทศญี่ปุ่นอีกครั้ง โดยการสนับสนุนของรัฐบาลญี่ปุ่นที่ออกวีซ่าทำงานให้  คนญี่ปุ่นบราซิลเลียนนี้ ถูกเรียกว่า พวกเดคาเซกิ (Dekaseki)  ว่ากันว่าเดคาเซกิเหล่านี้ต้องทำงานอย่างหนัก  ค่าแรงน้อย และเผชิญกับการดูถูกจากคนญี่ปุ่นด้วยกัน เนื่องจากไม่สามารถพูดและเขียนภาษาญี่ปุ่นอย่างภาษาแม่ คนเหล่านี้โดยมากทำงานในโรงงานอุตสาหกรรมยานยนต์ และอิเลคโทรนิกส์  ด้วยความขยันและอดทน จำนวนไม่น้อยเลยที่สามารถสร้างเนื้อสร้างตัวขึ้นมาจนมีฐานะ  ในปี ค.ศ. 2002 เดคาเซกิได้ส่งเงินกลับไปประเทศบราซิลถึง 2,500  ล้านเหรียญสหรัฐ เลยทีเดียว  เวลาเดียวกันนี้เอง หลังจากปี ค.ศ.1990  เขตลิเบอร์ดาจี  ในเมืองเซา เปาโล ก็เสื่อมลง  กลุ่มคนเกาหลี  และกลุ่มนักธุรกิจใหม่ชาวจีน  เข้าไปครอบครอง มากขึ้นในปัจจุบัน

การเฉลิมฉลองหนึ่งร้อยปีการย้ายถิ่นฐานจากประเทศญี่ปุ่น  จัดขึ้นในเดือน มิถุนายน ปี ค.ศ.2008 โดยมีศูนย์กลางอยู่ที่เมืองเซา เปาโล  ไฮไลท์สำคัญคือการเสด็จมาของเจ้าชายมงกุฏราชกุมาร นารูฮิโต เพื่อเข้าร่วมงาน  และการแสดงพาเหรดขนาดใหญ่เพื่อเผยแผ่ศิลปะ และวัฒนธรรมของประเทศญี่ปุ่นไม่ยากเลยที่จะเห็นสายเลือดญี่ปุ่นร่วมงานกันอย่างคับคั่ง  ทั้งนิคเค รุ่นสองสูงอายุที่มารำลึกความหลัง หรือลูกหลานรุ่นถัดมาซึ่งอาจผสมผสานสาย เลือดกับคนอิตาเลี่ยน เยอรมัน หรือโปรตุเกส ไปแล้ว คนเหล่านี้เองเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เกิดการผสมผสานวัฒนธรรม    ญี่ปุ่นในบราซิลอย่างกลมกลืน ทั้งวัฒนธรรมด้านอาหาร และสถาปัตยกรรม  ภัตตาคารญี่ปุ่น หรือซูชิไม่ใช่สิ่งแปลกปลอมที่นี่   ภาษาญี่ปุ่นกำลังได้รับความนิยมในการเรียนเป็นภาษาที่สอง หรือที่สามจากคนบราซิล   เส้นทางการอพยพที่ยาวไกล และระยะเวลาที่ยาวนานกำลังได้รับการเฉลิมฉลอง   แต่ใครจะรู้ว่าเบื้องหลังของใบหน้าฉาบสุข  ญี่ปุ่นบราซิลเลียนเหล่านี้ได้ เผชิญความยากลำบากอะไรมาบ้าง   กับการเป็นคนตะวันออกในดินแดนเสรีแห่งประเทศบราซิล  และกับการเป็นคนนอกใน สายตาของคนญี่ปุ่นด้วยกันเอง

เรียบเรียงข้อมูลจาก : http://www.oknation.net/blog/budsaporn/2008/07/06/entry-1